วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2558

You are what You eat รู้จัก ”กิน” ให้เป็น


สืบเนื่องจากบทความที่แล้วเราได้พูดถึงอาหารสุขภาพชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อไม่ค่อยคุ้นหูคนไทยอย่าง บักกุ๊ดเต๋” หรือ “บะกุ๊ดเต๋” โดยผู้อ่านคงได้รู้จักประวัติความเป็นมาและรู้ถึงสรรพคุณทางยาของสมุนไพรจีนกันไปบ้างแล้ว วันนี้จึงถือโอกาสพาเพื่อนๆ ไปรับประทานบะกุ๊ดเต๋ที่ “ร้านนายหมูบะกุ๊ดเต๋ อร่อยที่สุดในเมืองมนุษย์ สาขา จ.เชียงใหม่  

เพียงแค่ชื่อและสโลแกนร้านก็ทำเอาผู้คนที่ขับรถผ่านไปมาติดใจสงสัยถึงรสชาติที่ว่าอร่อยที่สุดในเมืองมนุษย์นั้นเป็นอย่างไร จนต้องขับรถมาลองชิมให้รู้กันไปว่าอร่อยสมกับที่เจ้าของร้านเคลมไว้จริงๆ หรือไม่ 


ขอบอกเพิ่มเติมอีกนิด ว่าเจ้าของร้านที่ชื่อนายหมูนั้น แท้จริงแล้วมีอายุเพียง 30ต้นๆ เท่านั้น  สาเหตุที่ต้องบอกแบบนี้ เพราะว่าลูกค้าที่มาทานบะกุ๊ดเต๋ที่ร้านนั้น มักคิดว่าเจ้าของคงเป็นอาเฮียที่ค่อนข้างมีอายุกันทั้งสิ้น โดยนายหมูมีชื่อเสียงเรียงนามว่า นายวริศ ฤกษ์อรุณวิทยา มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดพังงา แต่เคยมาศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ แล้วเกิดหลงรักจังหวัดนี้เข้า เลยบอกกับตัวเองว่าจะกลับมาสร้างครอบครัวและทำมาหากินที่นี่ และเมื่อปีที่แล้วนี่เองที่เขาคนนี้ได้กลับมาทำตามความฝันตัวเองให้เป็นจริง ด้วยการเปิดร้าน "นายหมูบะกุ๊ดเต๋"

นายหมูเล่าให้เราฟังอย่างเป็นกันเองเกี่ยวกับที่มาของร้านนี้ อีกทั้งยังบอกถึงเหตุผลที่เลือกขายอาหารสุขภาพชนิดนี้ว่า
จริงๆ แล้วพี่เป็นคนชอบทานบะกุ๊ดเต๋อยู่แล้ว และอยากจะรักษาอาหารที่มีคุณค่าและประโยชน์แบบนี้เอาไว้ เนื่องจากปัจจุบันจะหาทานบะกุ๊ดเต๋จริงๆ ยากมาก  อาจจะต้องไปทานไกลถึงมาเลเซียหรือสิงคโปร์  แถมคนที่ทำเป็นและได้รสชาติต้นตำรับอย่างอาม่า-อากงทั้งหลายก็ล้มหายตายจากกันไปจนเหลือน้อยเต็มที
พี่ก็อยากจะให้คนอื่นๆ ได้ทานอาหารรสชาติดีๆ ที่ได้สุขภาพแบบนี้บ้าง จึงเรียนรู้สูตรยาจีน และกรรมวิธีต่างๆ จากพี่ชายคนสนิท จนได้มาเปิดร้านเป็นของตัวเองนี่แหละ



นอกจากนายหมูจะประทับใจในรสชาติของบะกุ๊ดเต๋แล้ว ยังทึ่งในสรรพคุณทางยาและคุณประโยชน์ต่างๆ ของอาหารชนิดนี้อีกด้วย โดยเขาบอกกว่าจะเรียกบะกุ๊ดเต๋นี้ว่าเป็นอาหาร AEC ก็ย่อมได้ เพราะเป็นอาหารสุขภาพที่นอกจากจะนิยมรับประทานกันในบ้านเราแล้ว ยังนิยมในประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ รวมไปถึงจีน และใต้หวันอีกด้วย

ขึ้นชื่อว่าอาหารสุขภาพ ทุกคนคงคิดว่าสามารถทานได้ทุกเพศทุกวัย เหมาะกับทุกคนในครอบครัว แต่นายหมูแนะนำมาว่า คนที่กำลังตั้งท้องอ่อนๆ และคนที่มีโรคประจำตัวอย่างความดันโลหิตสูงนั้นไม่ควรรับประทานอหารชนิดนี้ เพราะทานแล้วเลือดลมจะสูบฉีด อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ แต่จริงๆ แล้ว บะกุ๊ดเต๋เหมาะสำหรับบุคคลทั่วไป หรือคนที่ผู้ป่วย เพิ่งสร่างไข้ อ่อนล้าจากการทำงานหรือการเดินทาง ต้องการมีบุตร เป็นภูมิแพ้ มีความเย็นข้างในร่างกาย นอนไม่ค่อยหลับ  แฮงค์จากการสังสรรค์ ต้องการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ผู้หญิงที่ปวดประจำเดือน หรือคนที่เหงือกอักเสบ เพราะบะกุ๊ดเต๋เป็นยาโด๊ปชั้นดี เหมาะอย่างยิ่งที่จะช่วยบำรุงร่างกายจนผู้ที่ทานเป็นประจำรู้สึกได้



ไหนๆ เราก็หันมารับประทานอาหารสุขภาพอย่างบะกุ๊ดเต๋แล้ว การใส่ใจในความปลอดภัยของผักเครื่องเคียงก็คงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม โดยนายหมูย้ำกับเราว่า ผักกาดหอม เห็ดเข็มทอง ผักชี และต้นหอมของทางร้าน ต้องเป็นผักปลอดสารพิษที่ปลูกแบบอินทรีย์โดยเกษตรกรในพื้นที่  ได้ยินแบบนี้แล้ว ในฐานะผู้บริโภคแบบเราๆ ก็คงรู้สึกสบายใจกับการทานผักที่ปลอดสารเคมีจากยาฆ่าแมลง จึงพลาดไม่ได้ที่จะสอบถามถึงวิธีการรับประทานบะกุ๊ดเต๋ให้อร่อยจากเจ้าของร้าน และเราก็ได้คำตอบว่า
“ นำผักใส่ในหม้อบะกุ๊ดเต๋ร้อนๆ หรือจะกินสดก็ได้แล้วแต่ชอบ ใช้ตะเกียบคีบซี่โครงและเห็ดต่างจิ้มกับน้ำส้มหรือซีอิ๊วสูตรเฉพาะของทางร้าน ที่ใช้เวลาในการหมักถึงปีกว่า แต่ถ้าไม่เน้นสุขภาพมากนะ จะกินกับปาท่องโก๋ก็อร่อยไปอีกแบบ จนที่ร้านตอนนี้มีประเพณียกหม้อซดกันไปเรียบร้อยแล้ว ประมาณว่าอร่อยจนหยดสุดท้ายไงล่ะ”

 


หลายคนคงสงสัยถึงวิธีและขั้นตอนการทำบะกุ๊ดเต๋ โดยนายหมูเปิดเผยให้เราฟัง ว่าต้องใส่ยาทั้ง 13 ชนิดพร้อมกระเทียมลงในหม้อพร้อมน้ำสะอาด ตั้งไฟอ่อน จนยาแตกตัวและหมั่นคนเรื่อยๆ ใส่ซี่โครงหมูตุ๋น ใส่รากผักชี พริกไทยป่น ตั้งไฟอ่อนจนเดือด ทิ้งไว้ประมาณ 3 ชั่วโมง และเสิร์ฟด้วยหม้อดินที่มีน้ำซุปบะกุ๊ดเต๋กำลังเดือดปุดๆ  ที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของร้านนี้


สุดท้ายคงอดถามไม่ได้ ว่าเจ้าของร้านมองเห็นสเน่ห์อะไรในอาหารสุขภาพชนิดนี้
“ เสน่ห์คือ น้ำซุปเดือดปุดๆ ที่หอมยาจีน เสิร์ฟมาในหม้อดิน ทานคู่กับผักปลอดสารพิษ ที่สำคัญทานแล้วดีต่อสุขภาพ  จนสังเกตได้ว่าหลับลึกขึ้น ตื่นมาแล้วสดชื่น และที่สำคัญโรคภูมิแพ้ที่พี่เป็นมาตั้งแต่เด็กๆ หายเป็นปลิดทิ้ง เพราะตั้งแต่พี่หันมาทานบะกุ๊ดเต๋และได้สูดดมกลิ่นเครื่องยาจีนทุกวัน พี่ก็ไม่เป็นหวัดอีกเลยจริงๆ นะ


 สุขภาพดี” ไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง ทานอาหารที่มีประโยชน์ หมั่นออกกำลังกาย ดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว และพักผ่อนให้เพียงพอ กิจวัตรพื้นฐานของการมีสุขภาพดีที่ทุกคนต่างทราบกันดีอยู่แล้ว แต่จะมีสักกี่คนที่ทำได้จริงๆ ฉะนั้นแล้วจะดีกว่าไหม ถ้าหากเราหันมาดูแลสุขภาพตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ดีกว่าต้องมาคอยกินยารักษาโรคภัยที่เกิดจากการละเลยตัวเอง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น