วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เมื่อคิดจะลดความอ้วน สิ่งที่คิด VS สิ่งที่เป็น

เมื่อวันหยุดยาวกำลังจะมาถึง เราก็หมายมั่นปั้นมือเลยว่าจะทำอาหารคลีนกินเอง เพราะมีเวลาและอยากลดน้ำหนักมากๆ ไปไหนมาไหนเพื่อนก็ทักกันหมดว่าตัวหนา ตัวหนา ตัวหนาขึ้น !!!! (ปาดน้ำตา) เลยรู้สึกว่าไม่ไหวกับภาวะน้ำหนักขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งแบบนี้แล้ว เลยคิดจะเริ่มแผนปฏิบัติการลดน้ำหนักอย่างจริงจัง ใครชวนไปกินบุฟเฟ่ต์ที่ไหน ก็ไม่ไป เพื่อนชวนไปนั่งคาเฟ่เก๋ๆ จิบกาแฟกินเค้กชิคๆ ก็ไม่ไป เพราะคนเราถ้าตั้งใจแล้วว่าจะทำอะไร ก็ต้องแน่วแน่ และต้องทำให้ได้  ว่าแล้วก็เปิดอากู๋หาเมนูอาหารคลีนที่เราจะทำกันเลย จดส่วนผสมและวัตถุดิบที่ต้องซื้อลงกระดาษ กะเอาไว้ว่าถ้าทำเสร็จก็จะถ่ายรูปลง Social ไว้อวดเพื่อนๆ ด้วย

และนี่คือเมนูอาหารที่ลิสต์เอาไว้









เป็นยังไงบ้าง น่ากินใช่ไหมคะเพื่อนๆ แถมแคลอรี่ยังเบาๆ ไม่มีไขมันมากวนใจอีกด้วย

แต่ด้วยความที่การบ้านเยอะมาก ไม่มีเวลาจะไปซื้อวัตถุดิบพวกนี้ที่ซุปเปอร์มาเก็ตสักที เลยหยวนๆ กับอาหารมื้อแรกไปก่อนเนอะ เดี๋ยวงานเสร็จแล้วค่อยออกไปซื้อแล้วกัน

และนี่คือผลจากการหยวนๆ ค่ะ มีครั้งแรกย่อมมีครั้งที่ 2 3 4 5 6 ... ตามมา ผลที่ได้น่ะหรอคะ












โถ... อีอ้วนเอ๊ยยยยยย แผนพังไม่มีชิ้นดี
ไหนล่ะลดความอ้วน
ไหนล่ะอาหารคลีน
แต่อย่างน้อยเราก็กินคลีนจริงๆ นะ คลีนแบบเกลี้ยงจาน แทบจะไม่ต้องล้างเลย  - - "


ขอบคุณรูปภาพอาหารคลีนน่ากินๆ จากwww.smartsme.tv


วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

“เป็นต่อ” ไปอย่างนี้ จริงๆหรือ?



หากพูดถึงละครซิทคอมในสังคมไทย “เป็นต่อ” คงเป็นซิทคอมเรื่องแรกๆ ที่อยู่ในใจของใครหลายๆคน จนเรียกได้ว่าเป็นละครซิทคอมในตำนานก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะย้ายไปช่องไหน เหล่าแฟนๆ ละครก็ยังเหนียวแน่น และยังติดตามผลงานกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันได้ย้ายจากช่อง3 ไปอยู่ช่องทีวีดิจิตอลอย่างช่องOne แต่ลีลาความเจ้าชู้ของแก๊งเป็นต่อก็ยังไม่ลดลงแถมยังขยันสร้างวีรกรรมเรียกเสียงหัวเราะจากคนดูได้อย่างสม่ำเสมอ

เนื้อหาและลักษณะของตัวละครในละครซิทคอมนั้นจะมีความแตกต่างจากละครทั่วไป เนื่องจากตัวละครในซิทคอม (Situation Comedy) จะมีลักษณะแบน หมายถึง มีมิติเดียว ใครที่ดีก็จะดีแบบนางฟ้านางสวรรค์ หรือใครที่โง่ก็จะขยันโชว์ความไม่ฉลาดออกมา ซึ่งทุกตัวละครจะมีคาแรคเตอร์โดดเด่น และมีนิสัยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง โดยเป็นละครตลกที่พล็อตเรื่องเกิดจากสถานการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว หรือควบคุมไม่ได้ และนำไปสู่เรื่องราวมากมายที่ยุ่งเหยิงพัลวันกันไปหมด ทำให้ตัวละครต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเป็นการแก้ปัญหา และแน่นอนความตลกก็อยู่ตรงนี้นี่เอง

“เป็นต่อ” ละครซิทคอมที่เล่าเรื่องชายหนุ่มรูปหล่อพราวเสน่ห์ มีนามว่าเป็นต่อ (ชาคริต แย้มนาม ) มีน้องสาวชื่อว่า พอใจ (พิมพ์ ซาซ่า) อาศัยร่วมกันที่คอนโดมิเนียมย่านสุขุมวิท โดยเป็นต่อทำงานเป็นMarketing บริษัทนิตยสาร BKL ที่มีพี่หมอน (ผอูน จันทรศิริ) เป็นหัวหน้า และมีแก๊งเพื่อนร่วมงานอย่างพี่ยม (เจี๊ยบ เชิญยิ้ม) วอก (กิตติ เชี่ยววงศ์กุล) และพี่อู๊ด (แอ๊ด มกจ๊ก) ที่ชอบจะแข่งกันจีบผู้หญิง โดยพวกเขามักจะไปนั่งดื่มสังสรรค์กันที่ร้านบางบาร์ที่มีเจ๊มิ้น (วิชุดา พินดั้ม) เป็นเจ้าของร้านสุดเซ็กซี่ ซึ่งเป็นต่อมีแฟนเก่าที่เขารักมากแต่ไม่สามารถกลับมาคืนดีกันได้ นั่นก็คือ ทิพย์ (มยุริน ผ่องผุดพันธ์) และยังมีตัวละครอื่นๆที่มาสร้างสีสันให้ละครเรื่องนี้อีกมากมาย

เห็นได้ว่าละครซิทคอมส่วนใหญ่นั้นจะเป็นเรื่องราวของชนชั้นกลาง และเป็นต่อก็เป็นอีกเรื่องที่ตัวละครใช้ชีวิตอยู่แบบคนกรุง มีหน้าที่การงานดี อาศัยอยู่คอนโด มีรถขับและมีรายได้สูง ชอบสังสรรค์และรับประทานอาหารนอกบ้านโดยซิทคอมเรื่องนี้มักเล่าเรื่องเกี่ยวกับวีรกรรมต่างๆที่เกิดจากความเจ้าชู้ของแก๊งเป็นต่อ มีการใช้ความเตี้ยของพี่อู๊ด ความลามก กะล่อน เจ้าชู้ของวอกและพี่ยมซึ่งเป็นนิสัยของผู้ชายมาเป็นมุขตลก โดยเป็นต่อนั้นมักจะมีผู้หญิงมาติดพัน จีบใครก็ติด และมีวิธีการแก้ปัญหาที่ชาญฉลาด หากเราดูเผินๆ ก็ไม่เห็นจะมีอะไรที่สะท้อนสังคมมากไปกว่าไลฟ์สไตล์แบบคนกรุงและความเจ้าเสน่ห์ของเป็นต่อ ซึ่งเรื่องราวที่สอดแทรกความตลกเหล่านี้มักแฝงไปด้วยอคติมากมาย

ยกตัวอย่างเช่น รูปสัญญะของคนอีสานที่ถูกสังคมกำหนดว่าต้องเป็นคนยากจน ด้อยการศึกษา มีอาชีพเป็นลูกจ้าง โดยซิทคอมเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในตัวละครที่ชื่อ ‘จวบ’ พนักงานเสิร์ฟร้านบางบาร์ และ ‘ไหล’ ลูกจ้างมินิมาร์ทของพอใจ อีกทั้งยังมีการเหยียดเพศที่สาม เช่น กะเทย อย่าง‘ก๊อบ’ ที่เป็นแม่บ้านของเป็นต่อ เป็นการสร้างภาพตัวแทนเพศที่ 3 ในลักษณะที่เป็นตัวตลก บ้าผู้ชาย ชอบพูดจาลามก และยอมโดนผู้ชายหลอกใช้เพียงเพื่อแลกกับความรักปลอมๆ ซึ่งลักษณะเหล่านี้ล้วนส่งผลให้เกิดอคติทางเพศในสังคม

นอกจากนี้ประเด็นสำคัญที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ในละครซิทคอมเป็นต่อ นั่นคือ เรื่อง “ผู้หญิง” อันหมายถึงเหล่าบรรดาสาวๆ ของเป็นต่อ ที่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้หญิงหน้าตาดี หุ่นเซ็กซี่ หน้าอกหน้าใจชัดเจน แต่งตัววาบหวิว เน้นโชว์เรือนร่าง และที่สำคัญมักเจอกันในที่เที่ยวยามราตรีนั่นเอง โดยผู้หญิงเหล่านี้มักหลงรักเป็นต่อทันทีที่ได้เห็นหน้า บางครั้งเป็นต่อยังไม่ได้จีบหรือทำความรู้จักกันให้ดีด้วยซ้ำ ซึ่งหลายครั้งก็มักจะจบลงด้วย One night stand และไม่ว่าเธอเหล่านี้จะสวยเซ็กซี่มากขนาดไหน ก็ไม่ได้ทำให้เป็นต่อรักหรือหันมาจริงใจด้วยเลย

ฉากเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความคิดบางอย่างเกี่ยวกับผู้หญิง ที่ผู้ชายมองเป็นเพียงแค่ “วัตถุทางเพศ” หรือ Sex Object มองว่าผู้หญิงที่เที่ยวกลางคืน แต่งตัวเซ็กซี่ เป็นผู้หญิงที่รักไม่ง่าย แต่ก็ ‘ไ ด้ ไ ม่ ย า ก’ กลายเป็นผู้หญิงเองที่ไม่รักนวลสงวนตัว ใจง่าย ยอมมีอะไรกับผู้ชายแปลกหน้าได้ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นอะไรกัน ซึ่งสังคมกลับมองพฤติกรรมเหล่านี้ของผู้หญิงว่าเป็นการลดคุณค่าตัวเอง ทั้งที่ความคิดเรื่องเพศในปัจจุบันนั้นต่างคนต่างพูดว่าผู้หญิงและผู้ชายมีความเท่าเทียมกัน โดย‘sex’ แต่ละครั้งก็เกิดจากความสมัครใจของคนทั้งคู่ แต่แล้วทำไมถึงกลายเป็นฝ่ายหญิงที่ถูกมองในแง่ลบแลกลายเป็นแค่ “ของเล่นแก้เหงา” ของเป็นต่อ

ไม่เพียงแต่บรรดาสาวๆ ของเป็นต่อเท่านั้น ในซิทคอมเรื่องนี้ยังให้บุคคลที่มีความอาวุธโสทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิอย่างพี่หมอน หัวหน้าบริษัทที่เป็นต่อทำงานอยู่ ที่เธอมักแสดงออกถึงความชื่นชอบและต้องการในตัวเป็นต่อ ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงลักษณะหมาหยอกไก่เท่านั้น แต่หลายต่อหลายครั้งก็มีการถึงเนื้อถึงตัว พูดจาสองแง่สามง่าม เช่น มุขที่ต้องการเป็นต่อเป็นสามี เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นการดูถูกวุฒิภาวะของผู้หญิง และยังสะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงนั้นต่อให้เก่งและมีหน้าที่การงานดีแค่ไหนก็ยังต้องการผู้ชายมาดูแล

แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีความคิดที่ผู้ชายมองผู้หญิงแตกต่างออกไป โดยสังเกตได้จากผู้หญิงที่อยู่ในชีวิตเป็นต่อ อย่างทิพย์ที่เป็นแฟนเก่า หรือน้องสาวอย่างพอใจ กลับเป็นคนจิตใจดี ธรรมะธรรมโม หมั่นเข้าวัดทำบุญ ไม่เที่ยวกลางคืน มีหน้าที่การงานที่ดี แต่งตัวมิดชิด ถูกกาลเทศะ ซึ่งเป็นการสะท้อนความคิดอีกแง่มุมหนึ่งของผู้ชายที่มองผู้หญิงลักษณะนี้ในเชิง “ให้คุณค่า” ทิพย์จึงกลายเป็นผู้หญิงคนเดียวที่เป็นต่อ “รัก”และ ”จริงใจ” ด้วยเสมอ

สิ่งเหล่านี้มักจะสอดแทรกอยู่ละครซิทคอมเบาสมอง ละครที่ใครๆ ต่างก็คิดว่าไม่มีอะไรมากไปกว่าดูเพื่อความบันเทิง สนุกสนาน หรือแท้ที่จริงแล้ว เป็นเพราะภาพเหล่านี้ถูกผลิตซ้ำไปซ้ำมา จนเราเองเกิด “ความเคยชิน”
คำถามคือ เหตุใดผู้ชายจึงกลายเป็นผู้กำหนดความคิดและการกระทำต่างๆ เพียงเพราว่าตัวเองหน้าตาดี มีฐานะ มีความรู้ความสามารถ และมีหน้าที่การงานมั่นคง เปรียบเสมือน “อำนาจ” ในกำมือ หรือเป็นเพราะความ “ไม่(เคย)เท่าเทียมกัน” ของผู้หญิงและผู้ชาย ที่มีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าสร้างโลกนี้ขึ้นมา ความคิดเหล่านี้ถูกฝังและตอกย้ำอยู่ในสังคมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่งผลให้ “เป็นต่อ” ได้กลายเป็นภาพตัวแทนของ ”ผู้ชาย” ที่ผู้ชายด้วยกันเองมอง ‘เจ๋ง’ เป็นผู้ชายในอุดมคติของสาวๆ แต่จะดีกว่านี้หรือไม่ หากสร้าง “ผู้ชาย” ที่เป็นภาพตัวแทนของสุภาพบุรุษในสังคมที่ไม่ได้มองผู้หญิงเป็นเพียงของเล่น
สร้างคุณค่าและภาพลักษณ์ของผู้หญิงที่ดี ที่มีมากกว่าแค่หน้าอก
เลิกสร้างภาพลูกจ้างเป็นคนอีสานที่ยากจนและด้อยการศึกษา
เลิกใช้ปมด้อยของคนอื่นมาเป็นมุขตลก
เลิกสร้างเสียงหัวเราะที่มาจากการดูถูกคนอื่น
และสุดท้ายเลิกตลกกับความไม่เท่าเทียมกันของมนุษย์เสียที เพราะถึงอย่างไรสังคมก็ยังมีเสียงหัวเราะได้โดยปราศจากอคติทางเพศนั่นเอง ..

One Night Stand ไม่อยากมีรักแค่อยากมีเซ็กซ์

หลายคนคงเคยได้ยินวลีฮิตอย่าง “รักสนุกแต่ไม่ผูกพัน” ประโยคขำๆ ที่วัยรุ่นมักใช้พูดกันเล่นๆ หรือบางคนก็อาจจะเป็นจริงๆ รักแบบที่ไม่ต้องใช้เวลาศึกษาดูใจ รักแบบที่ไม่จำเป็นต้องรู้จักกัน รักแค่คืนนั้น ตอนนั้น และเช้ามาทุกอย่างก็จะจบลง มันคือความความสัมพันธ์รูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทยปัจจุบัน ความสัมพันธ์ที่ว่านั้นเป็นความรักแบบค้างคืน หรือที่รู้จักกันว่า “One Night Stand” หมายถึง พฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนของชายหญิงที่ไม่รู้จักหรือคุ้นเคยกันมาก่อน แต่รู้สึกถูกใจกัน และยินยอมที่จะมีความสัมพันธ์ทางเพศด้วยกัน เพื่อระบายความต้องการและความใคร่ของทั้งสองฝ่าย พฤติกรรมเหล่านี้นำมาซึ่งความท้าทาย สนุกสนาน ตื่นเต้น อีกทั้งไม่ต้องมีความผูกพันทางด้านจิตใจต่อกันและไม่ต้องรับผิดชอบต่อสัมพันธภาพที่เกิดขึ้นภายหลัง โดยกระบวนการทั้งหมดนี้จะเริ่มต้นและจบลงอย่างรวดเร็ว บางคนยังไม่รู้จักชื่อกันด้วยซ้ำไป

ความสัมพันธ์รูปแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ของสังคมไทย เพียงแต่สังคมไม่ได้หยิบยกขึ้นมาพูดถึงและแก้ไขอย่างจริงจังเท่านั้น ที่บอกแบบนี้เพราะการร่วมรักแบบOne Night Stand นั้นมีผลเสียตามมานั่นเอง เนื่องจากเป็นการมีเซ็กซ์กับคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ดังนั้นจึงไม่มีทางรู้เลยว่ารสนิยมหรือประวัติทางเพศสัมพันธ์ของเขาและเธอที่ผ่านมาเป็นเช่นไร ซึ่งหลายคนละเลยการป้องกัน แน่นอนว่าสิ่งที่จะตามมานั้นคงหนีไม่พ้นเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือการตั้งครรภ์แบบไม่ตั้งใจ จึงเป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยที่นำไปสู่การทำแท้งหรือการเป็นคุณแม่วัยใสนั่นเอง
โดยในปัจจุบันนั้น จะเห็นได้ว่าทางภาครัฐได้ให้ความสำคัญเรื่องปัญหาการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรของวัยรุ่นไทยอย่างจริงจัง จนเเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ที่ยกให้เรื่องการตั้งครรภ์ของแม่วัยรุ่น เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่สังคมไทยควรจะต้องเร่งแก้ไข นอกจากนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงวัฒนธรรม ได้ร่วมกันทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหา พร้อมผลักดันให้มีการป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนตั้งครรภ์ไม่พร้อมเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งไม่เพียงแต่ตัวเด็กเองที่จะหมดอนาคตแต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพบุคลากรของประเทศชาติ ทั้งทางด้านสุขภาพ ความยากจน การขาดโอกาสทางการศึกษา ฯลฯ นั่นหมายถึงปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบในวงกว้าง

One Night Stand อาจจะไม่ใช่ต้นเหตุทั้งหมดของการนำไปสู่ปัญหาการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเพศสัมพันธ์ที่ขาดการป้องกัน ซึ่งเกิดขึ้นจากอารมณ์ชั่ววูบ คึกคะนอง หรือแค่อยากรู้อยากลองของวัยรุ่นนั้นย่อมมีผลตามมา หากลองมองย้อนไปถึงปัจจัยของการมีรักแบบชั่วข้ามคืนนั้น ส่วนใหญ่ล้วนมาจากการเที่ยวกลางคืนของหนุ่มสาวที่มีใจรักในเสียงดนตรี ได้พบเจอกันตามสถานบันเทิงหรืองานปาร์ตี้ต่างๆ มีทั้งเสียงเพลงสุดเร้าใจ บวกกับฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกนักที่คืนนั้นวัยรุ่นทั้งหลายจะปลดปล่อยอารมณ์ให้พลุ่งพล่าน ยิ่งเมื่อได้เจอคนที่รู้สึกถูกใจด้วยแล้ว ความสัมพันธ์จึงก่อตัวขึ้นได้ง่ายๆ และแน่นอนว่ามันก็จบลง(บนเตียง)อย่างง่ายๆ เช่นเดียวกัน

ด้วยความที่มันเกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็ว หลายคนจึงเกิดคำถามเกี่ยวกับเหตุผลของคนที่นิยมความสัมพันธ์แบบ One Night Stand คืออะไร ทำไมต้องออกมาหาคู่นอนเพียงข้ามคืน คงเป็นเพราะบางคนเพียงต้องการระบายความใคร่ บางคนแค่รู่สึกเหงา บางคนรักสนุก ชอบความตื่นเต้น และมองว่าความสุขเหล่านี้เป็นเรื่องท้าทาย แถมยังไม่ต้องคอยกังวลกับความสัมพันธ์ระยะยาว จบกันไปแบบไม่มีอะไรต้องค้างคา ซึ่งถือว่ามีความสุขด้วยกันทั้งคู่ และในความสัมพันธ์ฉาบฉวยแบบนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในเพศหญิงและชายเท่านั้น ยังมี “กลุ่มไม้ป่าเดียวกัน” อย่างกะเทย เกย์ ทอมดี้ หรือเลสเบี้ยน ซึ่งคนกลุ่มนี้มีโอกาสเกิดความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนได้ง่ายกว่าชาย-หญิง และดูเหมือนว่าจะเป็นที่นิยมอีกด้วย เนื่องจากพวกเขาคิดว่า “ไม่อะไรจะเสีย” เพราะที่จริงแล้วนับว่า “วิน” ด้วยกันทั้งคู่ อีกทั้งยังไม่ต้องมาเสี่ยงหรือกังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์อีกด้วย

ด้วยค่านิยมทางเพศที่เปลี่ยนไปจากอดีต ความสัมพันธ์แบบนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนในสังคมจะรับได้ เพราะในสังคมไทยไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย ค่านิยมเรื่องการรักนวลสงวนตัวของผู้หญิงนั้น มักจะได้รับการปลูกฝังจากผู้ใหญ่ตั้งแต่เด็กๆ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ทั้งจากพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือแม้กระทั่งครูบาอาจารย์ ที่คอยอบรมสั่งสอนถึงการเป็นหญิงไทยที่ดี หรือ “กุลสตรีไทย” นั่นเอง โดยกลุสตรีไทยนั้นจะต้องมีคุณสมบัติที่สำคัญคือ “ความเรียบร้อย” ทั้งกิริยามารยาท การแต่งตัว และการวางตัวกับเพศตรงข้าม อีกทั้งยังต้องเก่งเรื่องงานบ้านงานเรือน และยังต้องมีจิตใจดี มีเมตตา

แต่ในปัจจุบันค่านิยมทางเพศได้เปลี่ยนไป ผู้หญิงมีความเท่าเทียมกับผู้ชาย สามารถแสดงความรู้สึกนึกคิด และมีบทบาทในสังคมมากขึ้น ซึ่งทำให้ค่านิยมเรื่องการรักนวลสงวนตัวหรืการปฏิบัติตนเป็นแบบกลุสตรีไทยนั้น จึงอาจถูกมองเป็นเรื่องล้าสมัย อะไรที่ผู้ชายมีสิทธิ์ทำได้ ผู้หญิงก็ย่อมสามารถทำได้เช่นกัน ยกตัวอย่าง ในปัจจุบันนี้ผู้หญิงจีบผู้ชายก่อนได้ สามารถแสดงความรู้สึกที่แท้จริงได้อย่างเปิดเผย แต่ในอดีตกลับเป็นเรื่องต้องห้าม ถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ดูไม่งามและน่าอับอาย ดังนั้นการมีเซ็กซ์แบบ One Night Stand จึงเป็นเรื่องที่สังคมไทยยากที่จะรับได้ หลายคนอาจมองว่าฝ่ายหญิงมีแต่ “เสียกับเสีย” เสียตัวแล้วอาจจะเสียใจอีกด้วย กลายเป็นผู้หญิงมีตำหนิ ผ่านมือชายมาแล้ว ไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ แต่จะเป็นอย่างไร ถ้าฝ่ายหญิงเองกลับคิดในอีกแง่มุมหนึ่ง มุมที่เอาความพึงพอใจของตนเองเป็นที่ตั้ง ในเมื่อการมีเซ็กซ์มันคือ ‘ความสุข’ และไม่ได้ทำให้ตนเองหรือใครๆ เดือดร้อน แล้วจะแปลกอะไรกับการที่ผู้หญิงในสังคมไทยปัจจุบันนี้จะนิยมการมีรักแบบชั่วครั้งชั่วคราวมากขึ้น ?

หลายคนคงจะสังเกตเห็นได้ว่า ความสัมพันธ์แบบ One Night Stand นั้นได้ปรากฏในสื่อโดยมีรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเพลง หรือมิวสิควีดีโอ เช่น เพลงรักสนุกของวงเฟรม ที่มาจากวลีฮิตอย่าง “รักสนุกแต่ไม่ผูกพัน” , เพลงชั่วคราวหรือค้างคืนตลอดไป ที่ขับร้องโดยใหม่ เจิรญปุระ ร่วมร้องกับหนึ่ง ณรงค์วิทย์ ในอัลบั้ม Sleepless Society 3 By Narongwit One Night Stand โดยในอัลบั้มนี้ยังมีอีกหลายเพลงที่โด่งดัง เช่นเพลง ไม่รู้จักฉันไม่รู้จักเธอ ที่ได้ดา Endorphine มาขับร้องคู่กับป๊อป Calories Blah Blah ที่ฟังเผินๆ เราแทบจะไม่รู้เลยว่าเนื้อเพลงกำลังกล่าวถึงความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนที่เกิดขึ้นโดยคนที่ไม่รู้จักกัน
หรือเพลงที่ใช้ชื่ออย่างตรงไปตรงมาอย่าง One Night Stand ของวง Tattoo Color เป็นต้น

นอกจากนี้แล้ว ความสัมพันธ์แบบ One Night Stand ยังมีให้เห็นบ่อยๆ ในภาพยนตร์ หรือซีรี่ย์วัยรุ่นสะท้อนสังคมอย่าง Hormone วัยว้าวุ่น จากค่ายหนังอารมณ์ดี GTH ที่เล่าผ่านตัวละครหญิงอย่าง ‘สไปรท์’ แสดงโดย เก้า สุภัสสรา ธนชาต ที่มีคาแรคเตอร์เป็นผู้หญิงแรงๆ มองเรื่องเซ็กซ์เป็นเรื่องธรรมชาติ ใช้ชีวิตตามแรงปรารถนาของตนเอง ซึ่งมีหลายฉากที่สไปรท์ยอมมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเพื่อนชายในห้องน้ำโรงเรียน ซึ่งถือเป็นฉากที่แรงมาก จนพูดถึงกันทั่วบ้านทั่วเมือง โดยเฉพาะในสังคมออนไลน์ เพราะเนื่องจากสังคมไทยเป็นสังคมที่ค่อนข้างปิดกั้นเรื่องเพศ มองว่าเป็นเรื่องน่าอาย ไม่ควรนำมาพูดในที่สาธารณะ ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้วมันเป็นธรรมชาติ สามารถนำมาพูดคุยหรือบอกเล่าได้หลายรูปแบบ โดยที่ไม่ได้เป็นไปในทางอนาจาร และเมื่อมีสื่อใดที่ยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมานำเสนอไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด ก็มักจะถูกควบคุม จึงทำให้วัยรุ่นไทยขาดความรู้เรื่องเพศศึกษาและการป้องกันที่ถูกต้อง ยิ่งปิดกั้นก็ยิ่งอยากรู้ อยากลอง ก็ไปลองแบบผิดๆ ก่อให้เกิดปัญหาสังคมอื่นๆ ตามมากอีกมากมาย

เมื่อเรื่อง One Night Stand ถูกนำมาพูดถึงมากขึ้นทั้งจากสื่อหลักอย่างสื่อวิทยุโทรทัศน์แล้ว ในโลกออนไลน์อย่าง โซเชี่ยลเน็ตเวิร์คต่างๆ จึงกลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ผู้คนมักใช้ในการแชร์ประสบการณ์ ไขข้อสงสัย เกี่ยวกับความสัมพันธ์และเรื่องอย่างว่า หรือบางกลุ่มอาจจะใช้พื้นที่ตรงนี้ในการรวมกลุ่มคนที่มีความต้องการและรสนิยมทางเพศที่เหมือนกัน เพื่อพูดคุย (chat)กัน จนไปถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ด้วยการนัดเจอกันตามสถานที่ต่างๆ แล้วจบลงบนเตียง ซึ่งมีทั้งแบบสมยอมทั้งสองฝ่าย หรือบางคนถูกล่อลวงไปข่มขืนกระทำชำเรา และอาจจะลุกลามไปจนถึงกระบวนการค้ามนุษย์ อย่างที่เป็นข่าวให้เห็นกันตามหน้าหนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละวัน

เมื่อลองวิเคราะห์ลงไปถึงแนวความคิดของกลุ่มคนที่นิยมความสัมพันธ์แบบOne Night Stand นั้น มีความเป็นไปได้ที่พวกเขาเหล่านั้นจะเป็นบุคคลที่มีระบบความคิดแบบ “Postmodern” โดยคำนี้นั้นมีคำจำกัดความที่ค่อนข้างยุ่งยาก เป็นแนวคิดทางการเมือง ปรัชญา วัฒนธรรม สังคม ศิลปะ ดนตรี และอื่น ๆ ที่ก่อตัวขึ้นโดยมีมุมมองที่ต่างออกไปจากมุมมองทางความคิดแบบเดิม ๆ ของโลก ทลายฎเกณฑ์ทุกอย่างทางสังคม โดยให้คุณค่ากับการตั้งคำถามกับสิ่งเดิม ทำลายแนวความคิด ความเชื่อแบบเก่า เป็นโลกแห่งการผสมผสาน ทำทุกอย่างให้ “เบลอ” หรือพูดง่ายๆว่า Postmodern ก็คือ “การทำลายสิ่งเดิม แล้วเติมสิ่งใหม่” แต่ก็ยังคงความคล้ายสิ่งเดิมอยู่ดี

โดยบุคคลที่มีระบบความคิดแบบ “Postmodern”นั้น จะเชื่อในความแตกต่าง แต่ไม่แตกแยก เชื่อในความบกพร่อง นั่นหมายถึงว่า คนยุค Postmodern หรือคนยุค “หลังสมัยใหม่” ไม่เชื่อในความ Perfect สิ่งที่ดูขาดๆ เกินๆ นั่นแหละคือความจริง ความจริงที่สวยงาม ซึ่งความสวยงามเหล่านั้นก็แล้วแต่มุมมองของคน เพราะนิยามของคำว่า “ความสวย” ของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน อีกทั้งยังเชื่อในความไร้ระเบียบ ไม่สนใจกฎเกณฑ์ทางสังคม ขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ที่สืบทอดกันมา คิดว่าสิ่งเหล่านี้ “ก็ดีนะ แต่น่าเบื่อ แล้วทำไมเราไม่ลองทำแบบอื่นดูบ้างล่ะ” ระบบความคิดแบบ Postmodern มักตั้งคำถามและล้อเลียนกับอะไรเดิมๆ อยู่ตลอดเวลา เหมือนเป็นการเบลอวัฒนธรรมให้มันไม่เคร่งครัดดูบ้าง

หากเราลองคิดวิเคราะห์ถึงแนวความคิดของคนที่นิยมความสัมพันธ์แบบ One Night Stand คนกลุ่มนี้คงมีระบบความคิดแบบ Postmodern เพราะเนื่องจากความสัมพันธ์ลักษณะนี้ เป็นความสัมพันธ์ในแบบของวัฒนธรรมชาวตะวันตก ที่มองว่า “Sex” เป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ได้สร้างกฎเกณฑ์อะไรให้ยุ่งยาก ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของกันและกัน โดยเรื่องเซ้กซ์นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับช่วงอายุหรือระยะเวละที่คบหาดูใจ เมื่อคนไทยรับเอาความคิดและวัฒนธรรมเช่นนี้เข้ามา ซึ่งแน่นอนว่ามันขัดแย้งกับค่านิยมเรื่องเพศและวัฒนธรรมของไทยที่สอนให้สตรีรักนวลสงวนตัว
แต่สังคมได้เปลี่ยนไปแล้ว เรากำลังเข้าสู่ยุค Postmodern ในแบบ “World Culture” โลกที่ไม่ได้มีวัฒธรรมของใครของมัน แต่เป็นโลกของการผสมผสานวัฒธรรมแต่ละประเทศเข้าด้วยกัน เช่นเดียวกับที่สังคมไทยรับเอาวัฒนธรรม “Free Sex” แบบชาวตะวันตกเข้ามา ก่อให้เกิดการผสมผสานของวัฒนธรรมและค่านิยมเรื่องเพศที่เปลี่ยนไปจากอดีต
จึงเกิดความสัมพันธ์แบบ One Night Stand ขึ้นในสังคมปัจจุบัน

คนที่มีแนวคิดแบบ Postmodern นอกจากไม่เชื่อในกฎเกณฑ์ทางสังคมแบบเก่าแล้ว พวกเขายังไม่เชื่อและไม่ศรัทธาในสิ่งที่หลายคนใฝ่หาอย่างคำว่า “รักแท้” อีกทั้งยังปฏิเสธแนวคิด “การมีผัวเดียวเมียเดียว” ตามค่านิยมในสังคม เพราะพวกเขาเชื่อในความเสรีและความอิสระของบุคคล ฉะนั้นแล้ว ความสัมพันธ์แบบ One Night Stand จึงเป็นเรื่องของ “ความเท่าเทียมทางเพศ” เป็นเรื่องของแต่ละบุคคลที่จะนิยามความต้องการและแสดงออกทางเพศที่แตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่ความพึงพอใจของคนทั้งคู่ เพราะไม่ว่าเพศไหนก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะเลือกรูปแบบความสัมพันธ์ในแบบที่ตนต้องการได้ ยกตัวอย่างเช่น ผู้หญิงคนหนึ่งมีหน้าที่การงานดี มีพื้นฐานครอบครัวที่อบอุ่น ไม่เคยทำสิ่งผิดกฎหมาย รักและกตัญญูกับพ่อแม่ หลายคนคงเแอบตัดสินเธอภายในใจแล้วว่าเธอผู้นี้เป็นผู้หญิงที่ดีคนหนึ่ง แต่เมื่อได้รับรู้เพิ่มเติมว่าเธอนิยมความสัมพันธ์แบบ One Night Stand กับผู้ชายแปลกหน้าบ่อยครั้ง และเธอก็ไม่ได้คบหากับใครอย่างจริงจัง มาถึงจุดนี้ความคิดและมุมมองที่มีต่อผู้หญิงคนนี้ยังเหมือนเดิมหรือไม่

ในสังคมไทยมีการประกอบสร้างความหมายของคำว่า “ผู้หญิงที่ดี” ในบริบทของการเป็นภรรยาที่มีสามีคนเดียวตลอดชีวิต และเป็นแม่ที่ดูแลลูกๆ และคอยปรนนิบัติสามี ส่วน “ผู้หญิงไม่ดี” จึงอยู่ในรูปของหญิงขายบริการ ที่ผ่านผู้ชายมามากมาย สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกประกอบสร้างและฝังอยู่ในสังคมไทยมายาวนาน ดังนั้นผู้หญิงที่นิยมหรือเคยมีความสัมพันธ์แบบ One Night Stand จึงหนีไม่พ้นที่จะถูกสังคมมองว่าเป็นผู้หญิงไม่ดี เพราะถูกตีกรอบด้วยศีลธรรมและค่านิยมทางเพศ ซึ่งในกรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่ขาดความเท่าเทียมทางเพศอย่างชัดเจน ผู้ชายที่นิยมความสัมพันธ์แบบ One Night Stand กลับไม่ถูกตีตราว่าเป็นผู้ชายไม่ดี โดยมักจะมีคำพูดติดปากต่อท้ายเพื่อสนับสนุนเหตุผลนี้ว่า “เรื่องแบบนี้มันเป็นธรรมชาติของผู้ชาย” จึงอยากย้อนถามกลับไปว่า “แล้วธรรมชาติของผู้หญิงนั้นไม่มีความต้องการหรือความปรารถนาทางเพศอย่างนั้นหรือ ? ”

สุดท้ายความสัมพันธ์แบบ One Night Stand จะเป็นที่ยอมรับของคนในสังคมหรือไม่ คงยังให้คำตอบไม่ได้ แต่เชื่อว่าความสัมพันธ์ในลักษณะนี้นั้นไม่มีผิด ไม่มีถูก ไม่ใช่การละเลยหรือเพิกเฉยกับศีลธรรม ไม่ใช่การขัดขืนคำสอนหรือค่านิยมเรื่องเพศในสังคม อีกทั้งไม่ใช่การทำลายวัฒธรรมธรรมอันดีงามของไทยเช่นกัน หากแต่รู้จักป้องกันแล้ว ความสัมพันธ์เช่นนี้จึงเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล เพราะคนเรามีความชอบที่ไม่เหมือนกัน ต่างคนต่างมีเหตุผลในสิ่งที่ทำ เราไม่สามารถบังคับใครให้มีความคิดเหมือนเราได้ เมื่ออ่านมาถึงตอนนี้ ผู้อ่านคงคิดว่าดิฉันคงเป็นพวกที่มีแนวคิดแบบ Postmodern ใช่หรือไม่ มันอาจจะใช่ในบางเรื่อง และอาจจะไม่ใช่ในทุกเรื่อง แต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเรื่องบางเรื่อง หากเราลองคิดและเชื่ออย่าง Postmodernism ก็จะสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้กับสังคมนี้ได้ เปลี่ยนความจำเจกับเรื่องเดิมๆ ที่เราคุ้นเคยให้มีอะไรแปลกใหม่ยิ่งขึ้น เปลี่ยนความคิดที่ตัดสินคนอื่นมาเป็นความเข้าใจ ทลายเส้นที่คอยแบ่งกั้นความคิด ความเชื่อ และวัฒนธรรมของคนเราออกไป แล้วมองไปข้างหน้า และ “คิด” ให้ชีวิตสนุกกว่า

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

บอกลาผื่นแดงด้วยว่านห่างจระเข้

เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาดวงอาทิตย์ได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แบบมาก เรียกได้ว่าถ้าเห็นอูฐเดินอยู่บนถนนก็คงไม่แปลกใจเท่าไหร่นัก เพราะเหตุนี้เองทำให้คนที่มีผิวแพ้ง่ายอย่างดิฉัน เกิดอาการผื่นแดงตามร่างกาย ทั้งที่คอ ข้อพับ แขน ขา หรือแม้กระทั่งหน้าอก ซึ่งมักเป็นบริเวณที่มีเหงื่อออกมาก 




ตอนเด็กๆ ดิฉันมักเป็นลมพิษช่วงหน้าร้อนอยู่เสมอ แม่เลยพาไปหาหมอผิวหนัง คุณหมอบอกว่าเกิดจากอาการแพ้เหงื่อและฝุ่นละออง โดยจะกำเริบในช่วงที่มีอากาศร้อนและอบอ้าว ทำให้เหงื่อออกมาก เกิดการอับชื้นและระคายเคืองบริเวณผิวหนังที่บอบบาง จึงต้องเอายามาทาและกินยาแก้แพ้เป็นประจำ แต่เมื่อโตขึ้น ผิวหนังและภูมิคุ้มกันร่างกายแข็งแรงขึ้น อาการเหล่านี้ก็หายไป จนเมื่อไม่นานมานี้เองที่ "เพื่อนเก่า" อย่าง "ลมพิษ"  ซึ่งแน่นอนว่าถ้าได้กลับมาทักทายอีกครั้ง ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเลย

ดิฉันจึงอยากแชร์ประสบการณ์การรักษาผื่นแดงหรือลมพิษระยะแรกๆ โดยไม่ต้องใช้ยา และสามารถหายได้ในเวลารวดเร็ว ด้วยสิ่งนี้ที่หลายคนรู้จักกันดีอย่าง "ว่านหางจระเข้" เนื่องจากเป็นสมุนไพรไทยที่มีสารพัดประโยชน์ อีกทั้งยังหาได้ง่ายตามครัวเรือน ยิ่งตอนนี้มีผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากว่านหางจระเข้มาอยู่ในรูปแบบเนื้อเจล โดยบรรจุในภาชนะที่เป็นกระปุก จึงสามารถใช้ง่ายและเก็บรักษาสะดวกยิ่งขึ้น




เจลว่านหางจระเข้ที่ว่านี้มีลักษณะเป็นเนื้อเจลใสๆ ยี่ห้อ "The Saem" Jeju Fresh Aloe Soothing Gel 95% เป็นผลิตภัณฑ์จากเกาหลี ที่มีราคาไม่แพง โดยดิฉันซื้อมาแค่ 200 นิดๆ จากเว็บไซต์ Konvi และเมื่อของมาส่งก็ถึงกับประหลาดใจ เพราะเจลกระปุกใหญ่มาก เรียกว่าคุ้มสุดๆ โดยเจลว่านหางจระเข้กระปุกนี้ควรเก็บในที่อุณหภูมิ 10-30ํc หรือแช่ตู้เย็นไว้นั่นเอง


พอดิฉันเริ่มมีอาการคันเนื่องจากผื่นลมพิษบริเวณต่างๆ ตามร่างกาย ก็วิ่งไปเปิดตู้เย็น นำเจลที่ว่านี้ทาได้เลย จะใช้ปริมาณมากแค่ไหนก็ได้ เพราะเนื้อเจลเย็นๆ จะช่วยลดการระคายเคืองผิวได้ดี ไม่นานผื่นก็จะลดลง อาการคันก็หายตามไปด้วย สามารถทาซ้ำได้บ่อยแค่ไหนก็ได้ เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติ จึงไม่เป็นอันตรายกับผิวเราแน่นอน

 

ข้อดีของเจ้าเจลตัวนี้ไม่ได้มีดีแค่ให้ความชุ่มชื่นแก่ผิวเท่านั้น ยังสามารถใช้ทาหน้าหรือร่างกายหลังจากตากแดด หรือที่เรียกว่า After Sun ได้ดี ลดอาการผิวไหม้จากแสงแดดอันแผดเผาอย่างทุกวันนี้ และยังช่วยบำรุงให้ผิวไม่ลอกอีกด้วย


รู้แบบนี้แล้ว เพื่อนๆ คนไหนที่มีอาการแพ้เหงื่อ มีผื่นแดงตามร่างกาย ก็ลองนำเคล็ดลับดีๆ จากดิฉันไปใช้ดูได้นะคะ เพราะนอกจากจะปลอดภัยและมีประโยชน์มากมายแล้ว ยังมีราคาถูกและหาซื้อได้ง่ายอีกด้วย เพื่อความปลอดภัย ก็ควรศึกษาส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ก่อน เพราะผิวหนังคนเราไม่เหมือนกัน อาจเกิดอาการแพ้แทรกซ้อนได้นั่นเอง ที่แน่นอนที่สุดก็ควรไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อการรักษาที่ถูกต้องและตรงจุดดีกว่าค่ะ