วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

“เป็นต่อ” ไปอย่างนี้ จริงๆหรือ?



หากพูดถึงละครซิทคอมในสังคมไทย “เป็นต่อ” คงเป็นซิทคอมเรื่องแรกๆ ที่อยู่ในใจของใครหลายๆคน จนเรียกได้ว่าเป็นละครซิทคอมในตำนานก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะย้ายไปช่องไหน เหล่าแฟนๆ ละครก็ยังเหนียวแน่น และยังติดตามผลงานกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันได้ย้ายจากช่อง3 ไปอยู่ช่องทีวีดิจิตอลอย่างช่องOne แต่ลีลาความเจ้าชู้ของแก๊งเป็นต่อก็ยังไม่ลดลงแถมยังขยันสร้างวีรกรรมเรียกเสียงหัวเราะจากคนดูได้อย่างสม่ำเสมอ

เนื้อหาและลักษณะของตัวละครในละครซิทคอมนั้นจะมีความแตกต่างจากละครทั่วไป เนื่องจากตัวละครในซิทคอม (Situation Comedy) จะมีลักษณะแบน หมายถึง มีมิติเดียว ใครที่ดีก็จะดีแบบนางฟ้านางสวรรค์ หรือใครที่โง่ก็จะขยันโชว์ความไม่ฉลาดออกมา ซึ่งทุกตัวละครจะมีคาแรคเตอร์โดดเด่น และมีนิสัยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง โดยเป็นละครตลกที่พล็อตเรื่องเกิดจากสถานการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว หรือควบคุมไม่ได้ และนำไปสู่เรื่องราวมากมายที่ยุ่งเหยิงพัลวันกันไปหมด ทำให้ตัวละครต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเป็นการแก้ปัญหา และแน่นอนความตลกก็อยู่ตรงนี้นี่เอง

“เป็นต่อ” ละครซิทคอมที่เล่าเรื่องชายหนุ่มรูปหล่อพราวเสน่ห์ มีนามว่าเป็นต่อ (ชาคริต แย้มนาม ) มีน้องสาวชื่อว่า พอใจ (พิมพ์ ซาซ่า) อาศัยร่วมกันที่คอนโดมิเนียมย่านสุขุมวิท โดยเป็นต่อทำงานเป็นMarketing บริษัทนิตยสาร BKL ที่มีพี่หมอน (ผอูน จันทรศิริ) เป็นหัวหน้า และมีแก๊งเพื่อนร่วมงานอย่างพี่ยม (เจี๊ยบ เชิญยิ้ม) วอก (กิตติ เชี่ยววงศ์กุล) และพี่อู๊ด (แอ๊ด มกจ๊ก) ที่ชอบจะแข่งกันจีบผู้หญิง โดยพวกเขามักจะไปนั่งดื่มสังสรรค์กันที่ร้านบางบาร์ที่มีเจ๊มิ้น (วิชุดา พินดั้ม) เป็นเจ้าของร้านสุดเซ็กซี่ ซึ่งเป็นต่อมีแฟนเก่าที่เขารักมากแต่ไม่สามารถกลับมาคืนดีกันได้ นั่นก็คือ ทิพย์ (มยุริน ผ่องผุดพันธ์) และยังมีตัวละครอื่นๆที่มาสร้างสีสันให้ละครเรื่องนี้อีกมากมาย

เห็นได้ว่าละครซิทคอมส่วนใหญ่นั้นจะเป็นเรื่องราวของชนชั้นกลาง และเป็นต่อก็เป็นอีกเรื่องที่ตัวละครใช้ชีวิตอยู่แบบคนกรุง มีหน้าที่การงานดี อาศัยอยู่คอนโด มีรถขับและมีรายได้สูง ชอบสังสรรค์และรับประทานอาหารนอกบ้านโดยซิทคอมเรื่องนี้มักเล่าเรื่องเกี่ยวกับวีรกรรมต่างๆที่เกิดจากความเจ้าชู้ของแก๊งเป็นต่อ มีการใช้ความเตี้ยของพี่อู๊ด ความลามก กะล่อน เจ้าชู้ของวอกและพี่ยมซึ่งเป็นนิสัยของผู้ชายมาเป็นมุขตลก โดยเป็นต่อนั้นมักจะมีผู้หญิงมาติดพัน จีบใครก็ติด และมีวิธีการแก้ปัญหาที่ชาญฉลาด หากเราดูเผินๆ ก็ไม่เห็นจะมีอะไรที่สะท้อนสังคมมากไปกว่าไลฟ์สไตล์แบบคนกรุงและความเจ้าเสน่ห์ของเป็นต่อ ซึ่งเรื่องราวที่สอดแทรกความตลกเหล่านี้มักแฝงไปด้วยอคติมากมาย

ยกตัวอย่างเช่น รูปสัญญะของคนอีสานที่ถูกสังคมกำหนดว่าต้องเป็นคนยากจน ด้อยการศึกษา มีอาชีพเป็นลูกจ้าง โดยซิทคอมเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในตัวละครที่ชื่อ ‘จวบ’ พนักงานเสิร์ฟร้านบางบาร์ และ ‘ไหล’ ลูกจ้างมินิมาร์ทของพอใจ อีกทั้งยังมีการเหยียดเพศที่สาม เช่น กะเทย อย่าง‘ก๊อบ’ ที่เป็นแม่บ้านของเป็นต่อ เป็นการสร้างภาพตัวแทนเพศที่ 3 ในลักษณะที่เป็นตัวตลก บ้าผู้ชาย ชอบพูดจาลามก และยอมโดนผู้ชายหลอกใช้เพียงเพื่อแลกกับความรักปลอมๆ ซึ่งลักษณะเหล่านี้ล้วนส่งผลให้เกิดอคติทางเพศในสังคม

นอกจากนี้ประเด็นสำคัญที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ในละครซิทคอมเป็นต่อ นั่นคือ เรื่อง “ผู้หญิง” อันหมายถึงเหล่าบรรดาสาวๆ ของเป็นต่อ ที่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้หญิงหน้าตาดี หุ่นเซ็กซี่ หน้าอกหน้าใจชัดเจน แต่งตัววาบหวิว เน้นโชว์เรือนร่าง และที่สำคัญมักเจอกันในที่เที่ยวยามราตรีนั่นเอง โดยผู้หญิงเหล่านี้มักหลงรักเป็นต่อทันทีที่ได้เห็นหน้า บางครั้งเป็นต่อยังไม่ได้จีบหรือทำความรู้จักกันให้ดีด้วยซ้ำ ซึ่งหลายครั้งก็มักจะจบลงด้วย One night stand และไม่ว่าเธอเหล่านี้จะสวยเซ็กซี่มากขนาดไหน ก็ไม่ได้ทำให้เป็นต่อรักหรือหันมาจริงใจด้วยเลย

ฉากเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความคิดบางอย่างเกี่ยวกับผู้หญิง ที่ผู้ชายมองเป็นเพียงแค่ “วัตถุทางเพศ” หรือ Sex Object มองว่าผู้หญิงที่เที่ยวกลางคืน แต่งตัวเซ็กซี่ เป็นผู้หญิงที่รักไม่ง่าย แต่ก็ ‘ไ ด้ ไ ม่ ย า ก’ กลายเป็นผู้หญิงเองที่ไม่รักนวลสงวนตัว ใจง่าย ยอมมีอะไรกับผู้ชายแปลกหน้าได้ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นอะไรกัน ซึ่งสังคมกลับมองพฤติกรรมเหล่านี้ของผู้หญิงว่าเป็นการลดคุณค่าตัวเอง ทั้งที่ความคิดเรื่องเพศในปัจจุบันนั้นต่างคนต่างพูดว่าผู้หญิงและผู้ชายมีความเท่าเทียมกัน โดย‘sex’ แต่ละครั้งก็เกิดจากความสมัครใจของคนทั้งคู่ แต่แล้วทำไมถึงกลายเป็นฝ่ายหญิงที่ถูกมองในแง่ลบแลกลายเป็นแค่ “ของเล่นแก้เหงา” ของเป็นต่อ

ไม่เพียงแต่บรรดาสาวๆ ของเป็นต่อเท่านั้น ในซิทคอมเรื่องนี้ยังให้บุคคลที่มีความอาวุธโสทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิอย่างพี่หมอน หัวหน้าบริษัทที่เป็นต่อทำงานอยู่ ที่เธอมักแสดงออกถึงความชื่นชอบและต้องการในตัวเป็นต่อ ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงลักษณะหมาหยอกไก่เท่านั้น แต่หลายต่อหลายครั้งก็มีการถึงเนื้อถึงตัว พูดจาสองแง่สามง่าม เช่น มุขที่ต้องการเป็นต่อเป็นสามี เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นการดูถูกวุฒิภาวะของผู้หญิง และยังสะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงนั้นต่อให้เก่งและมีหน้าที่การงานดีแค่ไหนก็ยังต้องการผู้ชายมาดูแล

แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีความคิดที่ผู้ชายมองผู้หญิงแตกต่างออกไป โดยสังเกตได้จากผู้หญิงที่อยู่ในชีวิตเป็นต่อ อย่างทิพย์ที่เป็นแฟนเก่า หรือน้องสาวอย่างพอใจ กลับเป็นคนจิตใจดี ธรรมะธรรมโม หมั่นเข้าวัดทำบุญ ไม่เที่ยวกลางคืน มีหน้าที่การงานที่ดี แต่งตัวมิดชิด ถูกกาลเทศะ ซึ่งเป็นการสะท้อนความคิดอีกแง่มุมหนึ่งของผู้ชายที่มองผู้หญิงลักษณะนี้ในเชิง “ให้คุณค่า” ทิพย์จึงกลายเป็นผู้หญิงคนเดียวที่เป็นต่อ “รัก”และ ”จริงใจ” ด้วยเสมอ

สิ่งเหล่านี้มักจะสอดแทรกอยู่ละครซิทคอมเบาสมอง ละครที่ใครๆ ต่างก็คิดว่าไม่มีอะไรมากไปกว่าดูเพื่อความบันเทิง สนุกสนาน หรือแท้ที่จริงแล้ว เป็นเพราะภาพเหล่านี้ถูกผลิตซ้ำไปซ้ำมา จนเราเองเกิด “ความเคยชิน”
คำถามคือ เหตุใดผู้ชายจึงกลายเป็นผู้กำหนดความคิดและการกระทำต่างๆ เพียงเพราว่าตัวเองหน้าตาดี มีฐานะ มีความรู้ความสามารถ และมีหน้าที่การงานมั่นคง เปรียบเสมือน “อำนาจ” ในกำมือ หรือเป็นเพราะความ “ไม่(เคย)เท่าเทียมกัน” ของผู้หญิงและผู้ชาย ที่มีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าสร้างโลกนี้ขึ้นมา ความคิดเหล่านี้ถูกฝังและตอกย้ำอยู่ในสังคมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่งผลให้ “เป็นต่อ” ได้กลายเป็นภาพตัวแทนของ ”ผู้ชาย” ที่ผู้ชายด้วยกันเองมอง ‘เจ๋ง’ เป็นผู้ชายในอุดมคติของสาวๆ แต่จะดีกว่านี้หรือไม่ หากสร้าง “ผู้ชาย” ที่เป็นภาพตัวแทนของสุภาพบุรุษในสังคมที่ไม่ได้มองผู้หญิงเป็นเพียงของเล่น
สร้างคุณค่าและภาพลักษณ์ของผู้หญิงที่ดี ที่มีมากกว่าแค่หน้าอก
เลิกสร้างภาพลูกจ้างเป็นคนอีสานที่ยากจนและด้อยการศึกษา
เลิกใช้ปมด้อยของคนอื่นมาเป็นมุขตลก
เลิกสร้างเสียงหัวเราะที่มาจากการดูถูกคนอื่น
และสุดท้ายเลิกตลกกับความไม่เท่าเทียมกันของมนุษย์เสียที เพราะถึงอย่างไรสังคมก็ยังมีเสียงหัวเราะได้โดยปราศจากอคติทางเพศนั่นเอง ..

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น