หลายคนคงเคยได้ยินวลีฮิตอย่าง “รักสนุกแต่ไม่ผูกพัน” ประโยคขำๆ ที่วัยรุ่นมักใช้พูดกันเล่นๆ หรือบางคนก็อาจจะเป็นจริงๆ รักแบบที่ไม่ต้องใช้เวลาศึกษาดูใจ รักแบบที่ไม่จำเป็นต้องรู้จักกัน รักแค่คืนนั้น ตอนนั้น และเช้ามาทุกอย่างก็จะจบลง มันคือความความสัมพันธ์รูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทยปัจจุบัน ความสัมพันธ์ที่ว่านั้นเป็นความรักแบบค้างคืน หรือที่รู้จักกันว่า “One Night Stand” หมายถึง พฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนของชายหญิงที่ไม่รู้จักหรือคุ้นเคยกันมาก่อน แต่รู้สึกถูกใจกัน และยินยอมที่จะมีความสัมพันธ์ทางเพศด้วยกัน เพื่อระบายความต้องการและความใคร่ของทั้งสองฝ่าย พฤติกรรมเหล่านี้นำมาซึ่งความท้าทาย สนุกสนาน ตื่นเต้น อีกทั้งไม่ต้องมีความผูกพันทางด้านจิตใจต่อกันและไม่ต้องรับผิดชอบต่อสัมพันธภาพที่เกิดขึ้นภายหลัง โดยกระบวนการทั้งหมดนี้จะเริ่มต้นและจบลงอย่างรวดเร็ว บางคนยังไม่รู้จักชื่อกันด้วยซ้ำไป
ความสัมพันธ์รูปแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ของสังคมไทย เพียงแต่สังคมไม่ได้หยิบยกขึ้นมาพูดถึงและแก้ไขอย่างจริงจังเท่านั้น ที่บอกแบบนี้เพราะการร่วมรักแบบOne Night Stand นั้นมีผลเสียตามมานั่นเอง เนื่องจากเป็นการมีเซ็กซ์กับคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ดังนั้นจึงไม่มีทางรู้เลยว่ารสนิยมหรือประวัติทางเพศสัมพันธ์ของเขาและเธอที่ผ่านมาเป็นเช่นไร ซึ่งหลายคนละเลยการป้องกัน แน่นอนว่าสิ่งที่จะตามมานั้นคงหนีไม่พ้นเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือการตั้งครรภ์แบบไม่ตั้งใจ จึงเป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยที่นำไปสู่การทำแท้งหรือการเป็นคุณแม่วัยใสนั่นเอง
โดยในปัจจุบันนั้น จะเห็นได้ว่าทางภาครัฐได้ให้ความสำคัญเรื่องปัญหาการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรของวัยรุ่นไทยอย่างจริงจัง จนเเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ที่ยกให้เรื่องการตั้งครรภ์ของแม่วัยรุ่น เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่สังคมไทยควรจะต้องเร่งแก้ไข นอกจากนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงวัฒนธรรม ได้ร่วมกันทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหา พร้อมผลักดันให้มีการป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนตั้งครรภ์ไม่พร้อมเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งไม่เพียงแต่ตัวเด็กเองที่จะหมดอนาคตแต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพบุคลากรของประเทศชาติ ทั้งทางด้านสุขภาพ ความยากจน การขาดโอกาสทางการศึกษา ฯลฯ นั่นหมายถึงปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบในวงกว้าง
One Night Stand อาจจะไม่ใช่ต้นเหตุทั้งหมดของการนำไปสู่ปัญหาการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเพศสัมพันธ์ที่ขาดการป้องกัน ซึ่งเกิดขึ้นจากอารมณ์ชั่ววูบ คึกคะนอง หรือแค่อยากรู้อยากลองของวัยรุ่นนั้นย่อมมีผลตามมา หากลองมองย้อนไปถึงปัจจัยของการมีรักแบบชั่วข้ามคืนนั้น ส่วนใหญ่ล้วนมาจากการเที่ยวกลางคืนของหนุ่มสาวที่มีใจรักในเสียงดนตรี ได้พบเจอกันตามสถานบันเทิงหรืองานปาร์ตี้ต่างๆ มีทั้งเสียงเพลงสุดเร้าใจ บวกกับฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกนักที่คืนนั้นวัยรุ่นทั้งหลายจะปลดปล่อยอารมณ์ให้พลุ่งพล่าน ยิ่งเมื่อได้เจอคนที่รู้สึกถูกใจด้วยแล้ว ความสัมพันธ์จึงก่อตัวขึ้นได้ง่ายๆ และแน่นอนว่ามันก็จบลง(บนเตียง)อย่างง่ายๆ เช่นเดียวกัน
ด้วยความที่มันเกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็ว หลายคนจึงเกิดคำถามเกี่ยวกับเหตุผลของคนที่นิยมความสัมพันธ์แบบ One Night Stand คืออะไร ทำไมต้องออกมาหาคู่นอนเพียงข้ามคืน คงเป็นเพราะบางคนเพียงต้องการระบายความใคร่ บางคนแค่รู่สึกเหงา บางคนรักสนุก ชอบความตื่นเต้น และมองว่าความสุขเหล่านี้เป็นเรื่องท้าทาย แถมยังไม่ต้องคอยกังวลกับความสัมพันธ์ระยะยาว จบกันไปแบบไม่มีอะไรต้องค้างคา ซึ่งถือว่ามีความสุขด้วยกันทั้งคู่ และในความสัมพันธ์ฉาบฉวยแบบนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในเพศหญิงและชายเท่านั้น ยังมี “กลุ่มไม้ป่าเดียวกัน” อย่างกะเทย เกย์ ทอมดี้ หรือเลสเบี้ยน ซึ่งคนกลุ่มนี้มีโอกาสเกิดความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนได้ง่ายกว่าชาย-หญิง และดูเหมือนว่าจะเป็นที่นิยมอีกด้วย เนื่องจากพวกเขาคิดว่า “ไม่อะไรจะเสีย” เพราะที่จริงแล้วนับว่า “วิน” ด้วยกันทั้งคู่ อีกทั้งยังไม่ต้องมาเสี่ยงหรือกังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์อีกด้วย
ด้วยค่านิยมทางเพศที่เปลี่ยนไปจากอดีต ความสัมพันธ์แบบนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนในสังคมจะรับได้ เพราะในสังคมไทยไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย ค่านิยมเรื่องการรักนวลสงวนตัวของผู้หญิงนั้น มักจะได้รับการปลูกฝังจากผู้ใหญ่ตั้งแต่เด็กๆ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ทั้งจากพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือแม้กระทั่งครูบาอาจารย์ ที่คอยอบรมสั่งสอนถึงการเป็นหญิงไทยที่ดี หรือ “กุลสตรีไทย” นั่นเอง โดยกลุสตรีไทยนั้นจะต้องมีคุณสมบัติที่สำคัญคือ “ความเรียบร้อย” ทั้งกิริยามารยาท การแต่งตัว และการวางตัวกับเพศตรงข้าม อีกทั้งยังต้องเก่งเรื่องงานบ้านงานเรือน และยังต้องมีจิตใจดี มีเมตตา
แต่ในปัจจุบันค่านิยมทางเพศได้เปลี่ยนไป ผู้หญิงมีความเท่าเทียมกับผู้ชาย สามารถแสดงความรู้สึกนึกคิด และมีบทบาทในสังคมมากขึ้น ซึ่งทำให้ค่านิยมเรื่องการรักนวลสงวนตัวหรืการปฏิบัติตนเป็นแบบกลุสตรีไทยนั้น จึงอาจถูกมองเป็นเรื่องล้าสมัย อะไรที่ผู้ชายมีสิทธิ์ทำได้ ผู้หญิงก็ย่อมสามารถทำได้เช่นกัน ยกตัวอย่าง ในปัจจุบันนี้ผู้หญิงจีบผู้ชายก่อนได้ สามารถแสดงความรู้สึกที่แท้จริงได้อย่างเปิดเผย แต่ในอดีตกลับเป็นเรื่องต้องห้าม ถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ดูไม่งามและน่าอับอาย ดังนั้นการมีเซ็กซ์แบบ One Night Stand จึงเป็นเรื่องที่สังคมไทยยากที่จะรับได้ หลายคนอาจมองว่าฝ่ายหญิงมีแต่ “เสียกับเสีย” เสียตัวแล้วอาจจะเสียใจอีกด้วย กลายเป็นผู้หญิงมีตำหนิ ผ่านมือชายมาแล้ว ไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ แต่จะเป็นอย่างไร ถ้าฝ่ายหญิงเองกลับคิดในอีกแง่มุมหนึ่ง มุมที่เอาความพึงพอใจของตนเองเป็นที่ตั้ง ในเมื่อการมีเซ็กซ์มันคือ ‘ความสุข’ และไม่ได้ทำให้ตนเองหรือใครๆ เดือดร้อน แล้วจะแปลกอะไรกับการที่ผู้หญิงในสังคมไทยปัจจุบันนี้จะนิยมการมีรักแบบชั่วครั้งชั่วคราวมากขึ้น ?
หลายคนคงจะสังเกตเห็นได้ว่า ความสัมพันธ์แบบ One Night Stand นั้นได้ปรากฏในสื่อโดยมีรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเพลง หรือมิวสิควีดีโอ เช่น เพลงรักสนุกของวงเฟรม ที่มาจากวลีฮิตอย่าง “รักสนุกแต่ไม่ผูกพัน” , เพลงชั่วคราวหรือค้างคืนตลอดไป ที่ขับร้องโดยใหม่ เจิรญปุระ ร่วมร้องกับหนึ่ง ณรงค์วิทย์ ในอัลบั้ม Sleepless Society 3 By Narongwit One Night Stand โดยในอัลบั้มนี้ยังมีอีกหลายเพลงที่โด่งดัง เช่นเพลง ไม่รู้จักฉันไม่รู้จักเธอ ที่ได้ดา Endorphine มาขับร้องคู่กับป๊อป Calories Blah Blah ที่ฟังเผินๆ เราแทบจะไม่รู้เลยว่าเนื้อเพลงกำลังกล่าวถึงความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนที่เกิดขึ้นโดยคนที่ไม่รู้จักกัน
หรือเพลงที่ใช้ชื่ออย่างตรงไปตรงมาอย่าง One Night Stand ของวง Tattoo Color เป็นต้น
หรือเพลงที่ใช้ชื่ออย่างตรงไปตรงมาอย่าง One Night Stand ของวง Tattoo Color เป็นต้น
นอกจากนี้แล้ว ความสัมพันธ์แบบ One Night Stand ยังมีให้เห็นบ่อยๆ ในภาพยนตร์ หรือซีรี่ย์วัยรุ่นสะท้อนสังคมอย่าง Hormone วัยว้าวุ่น จากค่ายหนังอารมณ์ดี GTH ที่เล่าผ่านตัวละครหญิงอย่าง ‘สไปรท์’ แสดงโดย เก้า สุภัสสรา ธนชาต ที่มีคาแรคเตอร์เป็นผู้หญิงแรงๆ มองเรื่องเซ็กซ์เป็นเรื่องธรรมชาติ ใช้ชีวิตตามแรงปรารถนาของตนเอง ซึ่งมีหลายฉากที่สไปรท์ยอมมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเพื่อนชายในห้องน้ำโรงเรียน ซึ่งถือเป็นฉากที่แรงมาก จนพูดถึงกันทั่วบ้านทั่วเมือง โดยเฉพาะในสังคมออนไลน์ เพราะเนื่องจากสังคมไทยเป็นสังคมที่ค่อนข้างปิดกั้นเรื่องเพศ มองว่าเป็นเรื่องน่าอาย ไม่ควรนำมาพูดในที่สาธารณะ ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้วมันเป็นธรรมชาติ สามารถนำมาพูดคุยหรือบอกเล่าได้หลายรูปแบบ โดยที่ไม่ได้เป็นไปในทางอนาจาร และเมื่อมีสื่อใดที่ยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมานำเสนอไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด ก็มักจะถูกควบคุม จึงทำให้วัยรุ่นไทยขาดความรู้เรื่องเพศศึกษาและการป้องกันที่ถูกต้อง ยิ่งปิดกั้นก็ยิ่งอยากรู้ อยากลอง ก็ไปลองแบบผิดๆ ก่อให้เกิดปัญหาสังคมอื่นๆ ตามมากอีกมากมาย
เมื่อเรื่อง One Night Stand ถูกนำมาพูดถึงมากขึ้นทั้งจากสื่อหลักอย่างสื่อวิทยุโทรทัศน์แล้ว ในโลกออนไลน์อย่าง โซเชี่ยลเน็ตเวิร์คต่างๆ จึงกลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ผู้คนมักใช้ในการแชร์ประสบการณ์ ไขข้อสงสัย เกี่ยวกับความสัมพันธ์และเรื่องอย่างว่า หรือบางกลุ่มอาจจะใช้พื้นที่ตรงนี้ในการรวมกลุ่มคนที่มีความต้องการและรสนิยมทางเพศที่เหมือนกัน เพื่อพูดคุย (chat)กัน จนไปถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ด้วยการนัดเจอกันตามสถานที่ต่างๆ แล้วจบลงบนเตียง ซึ่งมีทั้งแบบสมยอมทั้งสองฝ่าย หรือบางคนถูกล่อลวงไปข่มขืนกระทำชำเรา และอาจจะลุกลามไปจนถึงกระบวนการค้ามนุษย์ อย่างที่เป็นข่าวให้เห็นกันตามหน้าหนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละวัน
เมื่อลองวิเคราะห์ลงไปถึงแนวความคิดของกลุ่มคนที่นิยมความสัมพันธ์แบบOne Night Stand นั้น มีความเป็นไปได้ที่พวกเขาเหล่านั้นจะเป็นบุคคลที่มีระบบความคิดแบบ “Postmodern” โดยคำนี้นั้นมีคำจำกัดความที่ค่อนข้างยุ่งยาก เป็นแนวคิดทางการเมือง ปรัชญา วัฒนธรรม สังคม ศิลปะ ดนตรี และอื่น ๆ ที่ก่อตัวขึ้นโดยมีมุมมองที่ต่างออกไปจากมุมมองทางความคิดแบบเดิม ๆ ของโลก ทลายฎเกณฑ์ทุกอย่างทางสังคม โดยให้คุณค่ากับการตั้งคำถามกับสิ่งเดิม ทำลายแนวความคิด ความเชื่อแบบเก่า เป็นโลกแห่งการผสมผสาน ทำทุกอย่างให้ “เบลอ” หรือพูดง่ายๆว่า Postmodern ก็คือ “การทำลายสิ่งเดิม แล้วเติมสิ่งใหม่” แต่ก็ยังคงความคล้ายสิ่งเดิมอยู่ดี
โดยบุคคลที่มีระบบความคิดแบบ “Postmodern”นั้น จะเชื่อในความแตกต่าง แต่ไม่แตกแยก เชื่อในความบกพร่อง นั่นหมายถึงว่า คนยุค Postmodern หรือคนยุค “หลังสมัยใหม่” ไม่เชื่อในความ Perfect สิ่งที่ดูขาดๆ เกินๆ นั่นแหละคือความจริง ความจริงที่สวยงาม ซึ่งความสวยงามเหล่านั้นก็แล้วแต่มุมมองของคน เพราะนิยามของคำว่า “ความสวย” ของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน อีกทั้งยังเชื่อในความไร้ระเบียบ ไม่สนใจกฎเกณฑ์ทางสังคม ขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ที่สืบทอดกันมา คิดว่าสิ่งเหล่านี้ “ก็ดีนะ แต่น่าเบื่อ แล้วทำไมเราไม่ลองทำแบบอื่นดูบ้างล่ะ” ระบบความคิดแบบ Postmodern มักตั้งคำถามและล้อเลียนกับอะไรเดิมๆ อยู่ตลอดเวลา เหมือนเป็นการเบลอวัฒนธรรมให้มันไม่เคร่งครัดดูบ้าง
หากเราลองคิดวิเคราะห์ถึงแนวความคิดของคนที่นิยมความสัมพันธ์แบบ One Night Stand คนกลุ่มนี้คงมีระบบความคิดแบบ Postmodern เพราะเนื่องจากความสัมพันธ์ลักษณะนี้ เป็นความสัมพันธ์ในแบบของวัฒนธรรมชาวตะวันตก ที่มองว่า “Sex” เป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ได้สร้างกฎเกณฑ์อะไรให้ยุ่งยาก ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของกันและกัน โดยเรื่องเซ้กซ์นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับช่วงอายุหรือระยะเวละที่คบหาดูใจ เมื่อคนไทยรับเอาความคิดและวัฒนธรรมเช่นนี้เข้ามา ซึ่งแน่นอนว่ามันขัดแย้งกับค่านิยมเรื่องเพศและวัฒนธรรมของไทยที่สอนให้สตรีรักนวลสงวนตัว
แต่สังคมได้เปลี่ยนไปแล้ว เรากำลังเข้าสู่ยุค Postmodern ในแบบ “World Culture” โลกที่ไม่ได้มีวัฒธรรมของใครของมัน แต่เป็นโลกของการผสมผสานวัฒธรรมแต่ละประเทศเข้าด้วยกัน เช่นเดียวกับที่สังคมไทยรับเอาวัฒนธรรม “Free Sex” แบบชาวตะวันตกเข้ามา ก่อให้เกิดการผสมผสานของวัฒนธรรมและค่านิยมเรื่องเพศที่เปลี่ยนไปจากอดีต
จึงเกิดความสัมพันธ์แบบ One Night Stand ขึ้นในสังคมปัจจุบัน
แต่สังคมได้เปลี่ยนไปแล้ว เรากำลังเข้าสู่ยุค Postmodern ในแบบ “World Culture” โลกที่ไม่ได้มีวัฒธรรมของใครของมัน แต่เป็นโลกของการผสมผสานวัฒธรรมแต่ละประเทศเข้าด้วยกัน เช่นเดียวกับที่สังคมไทยรับเอาวัฒนธรรม “Free Sex” แบบชาวตะวันตกเข้ามา ก่อให้เกิดการผสมผสานของวัฒนธรรมและค่านิยมเรื่องเพศที่เปลี่ยนไปจากอดีต
จึงเกิดความสัมพันธ์แบบ One Night Stand ขึ้นในสังคมปัจจุบัน
คนที่มีแนวคิดแบบ Postmodern นอกจากไม่เชื่อในกฎเกณฑ์ทางสังคมแบบเก่าแล้ว พวกเขายังไม่เชื่อและไม่ศรัทธาในสิ่งที่หลายคนใฝ่หาอย่างคำว่า “รักแท้” อีกทั้งยังปฏิเสธแนวคิด “การมีผัวเดียวเมียเดียว” ตามค่านิยมในสังคม เพราะพวกเขาเชื่อในความเสรีและความอิสระของบุคคล ฉะนั้นแล้ว ความสัมพันธ์แบบ One Night Stand จึงเป็นเรื่องของ “ความเท่าเทียมทางเพศ” เป็นเรื่องของแต่ละบุคคลที่จะนิยามความต้องการและแสดงออกทางเพศที่แตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่ความพึงพอใจของคนทั้งคู่ เพราะไม่ว่าเพศไหนก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะเลือกรูปแบบความสัมพันธ์ในแบบที่ตนต้องการได้ ยกตัวอย่างเช่น ผู้หญิงคนหนึ่งมีหน้าที่การงานดี มีพื้นฐานครอบครัวที่อบอุ่น ไม่เคยทำสิ่งผิดกฎหมาย รักและกตัญญูกับพ่อแม่ หลายคนคงเแอบตัดสินเธอภายในใจแล้วว่าเธอผู้นี้เป็นผู้หญิงที่ดีคนหนึ่ง แต่เมื่อได้รับรู้เพิ่มเติมว่าเธอนิยมความสัมพันธ์แบบ One Night Stand กับผู้ชายแปลกหน้าบ่อยครั้ง และเธอก็ไม่ได้คบหากับใครอย่างจริงจัง มาถึงจุดนี้ความคิดและมุมมองที่มีต่อผู้หญิงคนนี้ยังเหมือนเดิมหรือไม่
ในสังคมไทยมีการประกอบสร้างความหมายของคำว่า “ผู้หญิงที่ดี” ในบริบทของการเป็นภรรยาที่มีสามีคนเดียวตลอดชีวิต และเป็นแม่ที่ดูแลลูกๆ และคอยปรนนิบัติสามี ส่วน “ผู้หญิงไม่ดี” จึงอยู่ในรูปของหญิงขายบริการ ที่ผ่านผู้ชายมามากมาย สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกประกอบสร้างและฝังอยู่ในสังคมไทยมายาวนาน ดังนั้นผู้หญิงที่นิยมหรือเคยมีความสัมพันธ์แบบ One Night Stand จึงหนีไม่พ้นที่จะถูกสังคมมองว่าเป็นผู้หญิงไม่ดี เพราะถูกตีกรอบด้วยศีลธรรมและค่านิยมทางเพศ ซึ่งในกรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่ขาดความเท่าเทียมทางเพศอย่างชัดเจน ผู้ชายที่นิยมความสัมพันธ์แบบ One Night Stand กลับไม่ถูกตีตราว่าเป็นผู้ชายไม่ดี โดยมักจะมีคำพูดติดปากต่อท้ายเพื่อสนับสนุนเหตุผลนี้ว่า “เรื่องแบบนี้มันเป็นธรรมชาติของผู้ชาย” จึงอยากย้อนถามกลับไปว่า “แล้วธรรมชาติของผู้หญิงนั้นไม่มีความต้องการหรือความปรารถนาทางเพศอย่างนั้นหรือ ? ”
สุดท้ายความสัมพันธ์แบบ One Night Stand จะเป็นที่ยอมรับของคนในสังคมหรือไม่ คงยังให้คำตอบไม่ได้ แต่เชื่อว่าความสัมพันธ์ในลักษณะนี้นั้นไม่มีผิด ไม่มีถูก ไม่ใช่การละเลยหรือเพิกเฉยกับศีลธรรม ไม่ใช่การขัดขืนคำสอนหรือค่านิยมเรื่องเพศในสังคม อีกทั้งไม่ใช่การทำลายวัฒธรรมธรรมอันดีงามของไทยเช่นกัน หากแต่รู้จักป้องกันแล้ว ความสัมพันธ์เช่นนี้จึงเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล เพราะคนเรามีความชอบที่ไม่เหมือนกัน ต่างคนต่างมีเหตุผลในสิ่งที่ทำ เราไม่สามารถบังคับใครให้มีความคิดเหมือนเราได้ เมื่ออ่านมาถึงตอนนี้ ผู้อ่านคงคิดว่าดิฉันคงเป็นพวกที่มีแนวคิดแบบ Postmodern ใช่หรือไม่ มันอาจจะใช่ในบางเรื่อง และอาจจะไม่ใช่ในทุกเรื่อง แต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเรื่องบางเรื่อง หากเราลองคิดและเชื่ออย่าง Postmodernism ก็จะสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้กับสังคมนี้ได้ เปลี่ยนความจำเจกับเรื่องเดิมๆ ที่เราคุ้นเคยให้มีอะไรแปลกใหม่ยิ่งขึ้น เปลี่ยนความคิดที่ตัดสินคนอื่นมาเป็นความเข้าใจ ทลายเส้นที่คอยแบ่งกั้นความคิด ความเชื่อ และวัฒนธรรมของคนเราออกไป แล้วมองไปข้างหน้า และ “คิด” ให้ชีวิตสนุกกว่า
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น